วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Daifuku: ไดฟูกุ

ไฮ้!!! วันนี้ลองมาเปลี่ยนสัญชาติขนมกันบ้างดีกว่า
ดูเป็นขนมที่น่าจะทำสนุก ลูกกลมๆชิ้นพอดีคำ
ปกติก็จะซื้อขนมไดฟูกุไส้สตรอว์เบอร์รี่ของ Vanilla Garden ลูกละ 45 บาท ถือว่าแพงอยู่
ลองมาทำเองน่าจะถูกกว่าและได้ปริมาณเยอะกว่า
และที่สำคัญ หวานน้อยกว่าแน่นอน ส่วนใหญ่บางอันแป้งอร้อยอร่อยแต่ไส้หวานเกิ๊นนน
จากประสบการณ์ที่ได้ลองทำมา 2 ครั้ง คือ เมื่อวานกับวันนี้
คือเมื่อวานถอดใจกับการปั้นเพราะว่าซื้อสตรอว์เบอร์รี่ลูกใหญ่มาทำให้ไส้ใหญ่กว่าแป้ง
มันก็ห่อลำบาก ห่อได้ 2-3 ลูกก็เพลียค่ะ เก็บไส้ไว้มาทำต่อวันนี้
ก็ไปศึกษาจากวีดีโอการทำมา ทำให้วันนี้เริ่มจับจุดได้
สูตรที่เอามาเป็นสูตรต้นตำรับของญี่ปุ่นเลยใช้แป้งโมจิโกะหรือแป้งข้าวเหนียวนั่นเอง
และขั้นตอนการทำก็ทำด้วยมือหมด ถ้าล้างมือไม่ดีก็เค็มแน่ๆ 555

คำแนะนำ: แช่ถั่วแดงก่อน 1 คืนแล้วค่อยทำ

ขนมไดฟูกุถั่วแดงสตรอว์เบอร์รี่ (Ichigo-Anko Daifuku)

1. ไส้ถั่วแดงกวน
ส่วนผสม
ถั่วแดงเม็ดเล็กแช่น้ำ 1 คืน        200 กรัม
น้ำตาลทรายแดง 170 กรัม
น้ำต้มถั่วแดง 900 กรัม

2.แป้งขนม
(ถ้าใส่สตอลูกใหญ่จะได้4 ลูก/ ไม่ใส่สตอหรือใส่สตอลูกเล็กได้ 6 ลูก)
ส่วนผสม
แป้งข้าวเหนียว 120 กรัม
น้ำตาล 70 กรัม
น้ำเปล่าสะอาด 200 ซีซี

3. สตรอว์เบอร์รี่

4. แป้งมันคั่ว 1/2 ถ้วย
(เอาแป้งมันไปคั่วในกระทะไฟอ่อนๆ 5 นาที)

วิธีทำไส้ถั่วแดงกวน
1. เอาถั่วแดงที่แช่น้ำนิ่มแล้วมาใส่หม้อที่มีน้ำ 300 กรัม ไฟแรงปิดฝา ต้มนาน 5 นาที
จากนั้น เบาไฟ ใช้ตะแกรงรินน้ำออก แยกถั่วแดง
นำถั่วแดงใส่ในหม้ออีกครั้ง ใส่น้ำใหม่ 300 กรัม ไฟแรงปิดฝา ต้มนาน 5 นาที
จากนั้น เบาไฟ ใช้ตะแกรงรินน้ำออก แยกถั่วแดง
นำถั่วแดงในหม้ออีกครั้ง ใส่น้ำใหม่ 300 กรัม ไฟอ่อนปิดฝา ต้มนาน 30 นาที


2. ผ่านไป 30 นาที รินน้ำที่ต้มถั่วแดงอีกเหมือนเคย หาหม้อเทฟล่อนหรือกระทะทองเหลือง
ทองแดงไม่ต้องนะคะ ตั้งไฟกลางๆ ใส่น้ำตาลทรายแดงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน



3. ถั่วก็จะเละๆแบบนี้ ปิดเตา ทิ้งไว้ให้เย็น มันจะแห้งกว่าเดิม


4. พอแห้งก็เอาปั้นเป็นลูกกลมขนาดพอดีคำ ใส่ถ้วย คลุมพลาสติก
แช่ตู้เย็นประมาณ 10 นาที


5. ล้างสตรอว์เบอร์รี่ให้สะอาด ตัดขั้วทิ้ง
ในรูปเยอะไปนะ ใช้ไม่หมด


6. แผ่ถั่วแดงที่แช่เย็นแล้ว ให้แบนและเป็นวงกลม
เอาสตรอว์เบอร์รี่วางตรงกลางแล้วหุ้มด้วยถั่วแดงให้เป็นทรงกลม
แช่ตู้เย็นไว้ก่อน



วิธีทำแป้งขนม
1. เอาแป้งข้าวเหนียวร่อน 2 ครั้ง น้ำตาลทรายและน้ำมาผสมกัน
ใช้พายยางคนให้เข้ากัน


2. คนให้เข้ากันจนเนียน


3. เอาไปนึ่งในซึ้งไฟแรง 15 นาที หรือเข้าไมโครเวฟง่ายๆไฟแรงประมาณ 4 นาที


4. แป้งก็จะสุกแบบนี้


5. ใช้ไม้พายคนแป้งอีกรอบ ใช้แรงเยอะมากเพราะแป้งเหนียวหนึบจริง
แป้งจะร้อนมาก แต่เราว่าควรจะทำตอนที่แป้งไม่เย็นเพราะจะทำให้คลึงได้ดี


6. วางแป้งทั้งก้อนบนถาดที่โรยด้วยแป้งมันคั่ว
ไม่ต้องนวด แค่จับยืดให้มันยาวๆ บิเป็น 6 ส่วนหรือ 4 ส่วน
ตามขนาดไส้
ดูให้พอดีกันนะคะ เพราะอย่างที่บอกครั้งแรกใช้แป้งเล็กกว่าไส้ มันคลุมไม่หมด


7. แผ่แป้งให้เป็นวงกลม


8. เอาไส้มาวางตรงกลางแล้วค่อยๆหุ้ม ปิดไส้ให้หมด
และคลึงให้กลม
ตอนทำเลอะเทอะมาก เลยไม่ค่อยได้ถ่ายละเอียดเท่าไหร่ค่ะ
แต่หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ เอาไปลองทำได้นะคะ


วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Cashew nut and black sesame cookie: คุกกี้สิงคโปร์งาดำ

ไม่ได้อบคุกกี้มานานมากแล้ว เพราะไม่ค่อยชอบกินคุกกี้เท่าไหร่
แต่มีคุกกี้อันนึงที่ชอบก็คือ คุกกี้สิงคโปร์ นั่นเอง
ทำไมต้องสิงคโปร์?
มันจะทำนองเดียวกับข้าวผัดอเมริกัน ขนมจีนและขนมโตเกียว หรือไม่
ที่พอไปประเทศนั้นๆแล้วหาไม่เจอ
แต่คุกกี้สิงคโปร์เคยอ่านเจอว่า มันประยุกต์มาจากกรรมวิธีการทำคุกกี้ของสิงคโปร์
หลักๆคือ เขาไม่นวดแป้งเพราะจะทำให้แป้งเหนียว
เวลาเรากินคุกกี้สิงคโปร์ สังเกตได้ว่าคุกกี้ร่วงกราวเลย เพราะเนื้อร่วน
นี่เพราะว่าเป็นการทำแบบไม่นวดแป้ง
สำหรับเรา เพิ่งทำครั้งนี้ครั้งแรก
รสชาติไม่ออกหวานจัดและไม่เค็มไป แต่เราชอบให้มันมีเค็มนิดหน่อย
เลยเพิ่มปริมาณเกลือเข้าไป และก็เพิ่มงาดำไปด้วยให้ดูมีสีสัน หอมกลิ่นงาดำ


คุกกี้สิงคโปร์
ส่วนผสม
เนยขาว (ชอร์ตเทนนิ่ง) อุณหภูมิห้อง 160 กรัม
แป้งเอนกประสงค์ตราว่าว  325 กรัม
ผงฟู 1 ช้อนชา
โซดาไบคาร์บอเนต 1 ช้อนชา
ไอซิ่ง 100 กรัม
ไข่ 1/2 ฟอง
งาดำ 35 กรัม
เกลือ 1/2 - 1 ช้อนชา
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ซีก (แบ่งครึ่ง)

ส่วนที่ทาหน้า ผสมให้กัน
ไข่แดง 1 ฟอง
น้ำมันพืช 1/2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ

1. เอาเม็ดมะม่วงหิมพานต์ไปอบด้วยการเปิดเตาอบไม่ต้องรอให้วอร์ม
เอาเข้าไปใส่ได้เลยตั้งแต่แรก ประมาณ 130 องศา 3 นาทีหรือสังเกตไม่ให้ไหม้

2. ทิ้งเนยขาวหั่นเป็นสี่เหลี่ยมให้อ่อนตัว


3.  ร่อนแป้ง+ผงฟู+โซดาฯ เข้าด้วยกัน 2 ครั้ง

3. ตีเนยขาวที่นิ่มแล้วกับเกลือด้วยความเร็วต่ำให้ขึ้นฟู สีจะจางลง


4. จากนั้นเทไอซิ่งลงไปตีให้เข้ากัน ให้ไอซิ่งละลายไม่เป็นเม็ดและตามด้วยไข่
ปิดเครื่อง ปาดให้ส่วนผสมเข้ากัน
ค่อยๆแบ่งแป้งเทลงไปทีละนิด ด้วยความเร็วต่ำเหมือนเดิม


5. แป้งมันจะร่วนประมาณนี้ จากนั้นเทงาดำลงไปคลุก
ห้ามนวดนาน แป้งจะไม่ร่วนกรอบ


6. พักแป้งไว้ซัก 10 นาที
ระหว่างนี้ก็วอร์มเตา 150 องศา ไฟ บน-ล่างค่ะ

7. เอาโดไปคลึงให้แบน  หนา1+1/2 เซ็นติเมตร ทำให้สม่ำเสมอกันนะคะ
ไม่อย่างนั้นจะสุกไม่เท่ากัน
เวลาคลึงเราจะเอาแป้งตราว่าวโรยที่พื้นโต๊ะนวดแป้งหรือบางทีขี้เกียจก็ใช้แผ่นซิลิโคนรอง
 และเอาแป้งวาง เอาพลาสติกแร๊ปอาหารมาห่อด้านบนแป้งแล้วคลึงด้วยไม้นวด
เนื้อแป้งมันจะไม่ติดไม้และโต๊ะ


8. ใช้พิมพ์กดคุกกี้ คราวนี้ประเดิมพิมพ์รูปหัวใจ น่ารักดี


9. กดแล้วก็วางเรียงบนถาดที่ปูด้วยกระดาษไข ไม่ต้องทาไขมัน
วางเรียงให้ห่างกันซักครึ่งเซ็นติเมตร
วางเม็ดมะม่วงที่อบแล้วบนแป้ง ทาด้วยส่วนผสมไข่แดงสำหรับทาหน้าคุกกี้


10. เอาเข้าอบที่อุณหภูมิ 150 องศา ไฟบนล่าง นาน 20 นาที


11. ครบกำหนดแล้วก็ผึ่งลมซักพัก ถ้าลองกดที่ตัวคุกกี้แล้วนิ่มอย่าตกใจ
ผึ่งไปซักพักมันจะแข็งเอง แต่ถ้านิ่มเกินคงต้องเอาไปอบต่อซัก 5-10 นาที

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Horlicks Cake: เค้กฮอร์ลิคส์

หลังๆมานี้ติดใจการทำเค้กมาก
ทั้งๆที่เมื่อก่อนกลัวมากเพราะตอนแรกที่ยังไม่สนิทกับเตา เค้กไหม้บ้าง ไม่สุกบ้าง
แต่พอหลังๆเริ่มใจเย็น ก็ปรากฎออกมาใช้ได้ หลังจากนั้นก็อย่างที่เห็นแหละค่ะ
ส่วนใหญ่รสชาติที่ทำก็คือรสชาติที่อยากกินเอง บางรสก็ไม่เคยลอง
อย่างเช่นเค้กในวันนี้ เค้กฮอร์ลิคส์ ทำมาจากมอลท์ยี่ห้อฮอร์ลิคส์นั่นเอง
ได้ดื่มฮอร์ลิคส์ครั้งแรกที่ Coffee Beans แล้วชอบมาก มันก็คือมอลท์นั่นแหละแต่
กลมกล่อมมากๆ หวานๆมันๆ แต่คิดว่ากินมากก็คงอ้วนนะ
เครื่องดื่มรสมอลท์นั้นมีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับได้ดี
ประมาณว่าอิ่มท้องก็หลับปุ๋ย ดูที่ขวดข้างล่างได้ เป็นรูปพระจันทร์หลับ
สูตรคราวนี้ดัดแปลงมาจากสูตรเค้กชาไทย แต่เปลี่ยนจากชา เป็น ฮอร์ลิคส์ แทนเก๋ๆ
ที่กูร์เม่ต์ลดราคา เราเลยสอยขวดเล็กมา จาก 190 เหลือ 160 บาท


เค้กฮอร์ลิคส์
ส่วนผสม
แป้งเค้ก 100 กรัม
ผงฟู 1 ช้อนชา
เกลือ 1/4 ช้อนชา
น้ำตาล 80 กรัม
น้ำ 40 กรัม
นมข้นจืด 40 กรัม
ฮอร์ลิคส์ 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่เบอร์ศูนย์ 3 ฟอง
เนยจืดละลาย 80 กรัม

วิธีทำ
1. ตัดกระดาษไขปูพิมพ์เค้ก ไม่ต้องทาไขมัน
ร่อนแป้ง+ผงฟู+เกลือเข้าด้วยกัน 2 ครั้ง
วอร์มเตาที่ 175 องศาเซลเซียส ไฟบน-ล่างนะคะ

2. เอาน้ำกับนมข้นจืดผสมกันใส่ชามที่นำเข้าไมโครเวฟได้ เพื่อเอาไปอุ่นให้ร้อน
จากนั้นเอาออกมา ละลายฮอร์ลิคส์ลงไป คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ให้เย็น

3. หยิบอ่างผสมใบใหญ่ออกมา ตอกไข่ ใส่น้ำตาล และฮอร์ลิคที่ชงเมื่อกี๊
เอาเอสพีป้ายที่หัวตะกร้อ


4. ตีด้วยความเร็วสูงสุด 5 นาที หรือตีเพิ่มจนข้น


5. หยุดเครื่อง ใส่แป้ง ตีด้วยความเร็วต่ำสุด 1 นาที ปาดอ่างไปด้วย
จากนั้นเปลี่ยนเป็นความเร็วสูงสุดต่ออีก 6 นาที ปาดดดดดดดด
ลดความเร็วต่ำสุดอีก 1 นาที เทเนยละลายใส่ ตีอีก 2 นาที
เปลี่ยนเป็นความเร็วสูงอีก 20 วินาที
(ถอดเป็นสูตร ได้ดังนี้ : สูง 5 ใส่แป้ง ต่ำ 1 - สูง 6 - ต่ำ 1 - ใส่เนย - สูง 20 วิ)


6. เนื้อแบทเทอร์จะออกข้น ไม่เหลวนะคะ


7. เทใส่พิมพ์ 3 ปอนด์ เอาเข้าอบ 175 องศาเซลเซียส ไฟบน-ล่าง นาน 30 นาที


8. ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มเค้กเช็คเนื้อเค้กว่าสุกหรือยัง สุกแล้ว ถอดจากพิมพ์
วางบนตะแกรง ผึ่งไว้
เราจะหันไปทำหน้าเค้กกันค่ะ


หน้าเค้กฮอร์ลิคส์
ส่วนผสม
ในหม้อใบแรก
- นมสด 250 กรัม
- วิปปิ้งครีม 150 กรัม
- นมข้นจืด 100 กรัม
- น้ำตาล 100 กรัม
- ผงวุ้น 1 ช้อนชา
- ฮอร์ลิคส์ 3 ช้อนโต๊ะ

ชามเล็ก
- แป้งข้าวโพด 45 กรัม
- นมตราหมีโกลด์รสมอลท์ 150 กรัม

ใส่ทีหลัง
- เนยจืดหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 100 กรัม


วิธีทำ
1.นำส่วนผสมของหม้อใบแรก เทรวมกันให้หมด คนให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ
เอาตั้งไฟอ่อน จนเดือด


2. ส่วนผสมในชามใบเล็กคนให้แป้งขาวโพดละลาย จากนั้นเทใส่หม้อ
คนให้เข้ากัน คนไปเรื่อยๆจนครีมข้น จะรู้สึกหนักๆมือ เป็นรอยรูปตะกร้อ
รีบยกลงจากเตา


3. เอาเนยหั่น เทใส่ลงไป คนให้เนยละลายให้หมด


วิธีประกอบร่างเค้ก
1. สไลซ์เค้ก 2-3 ชั้น แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลนะคะ



2. ยกหม้อที่มีครีมเทตรงจุดศูนย์กลางของเค้ก
ครีมจะไหลไปทั่วๆขอบ ถ้าราดได้จังหวะดี เราไม่ต้องมานั่งตกแต่งขอบเลย
จากนั้นเอาไปแช่ตู้เย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
ให้ครีมเซ็ทตัว และนำออกมาตัด ทานคู่กับฮอร์ลิคส์เย็นก็หอม หวาน มันชื่นใจดีค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Cheesecake ชีสเค้ก (ง่ายมาก)

เมื่ออาทิตย์ก่อนเพิ่งมีโอกาสไปร้านบิ๊กที่สยามเป็นครั้งแรก
ตื่นตาตื่นใจกับอุปกรณ์ทำขนมมาก มีให้เลือกเยอะและราคาไม่แพงเว่อร์ด้วย
อุปกรณ์อันนึงที่ได้ซื้อมาคือ Springform pan คือพิมพ์เค้กแบบถอดก้นได้นั่นเอง
ตอนแรกคิดว่าจะแพงแบบในห้าง จริงๆแล้วแค่ 140 เองขนาด 3 ปอนด์
ได้พิมพ์เค้กตัวนี้แล้วก็มาทำชีสเค้กเลย เพราะอยากกินมาก
สำหรับสูตร เห็นว่าส่วนใหญ่จะมีแป้งเป็นส่วนผสม แต่ไปเจอสูตรของคุณวรรณ
ที่มีชีสเต็มๆ เลยลองทำออกมาดู ปรากฏหลายๆคนให้ความเห็นว่าอร่อย
สูตรนี้เขาดีจริงๆ ใครที่ยังไม่มีสูตรชีสเค้ก ขอการันตีสูตรนี้เลยค่ะ


Cheesecake

1. ส่วนฐาน
โอรีโอ้(เอาครีมออก) 150 กรัม
เนยจืดละลาย 60 กรัม

2. ส่วนตัวเค้ก
ครีมชีส 500 กรัม
น้ำตาลทราย 120 กรัม
น้ำมะนาว 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่เบอร์ศูนย์ 2 ฟอง
วนิลา 1/2 ช้อนชา

3. ส่วนท๊อปปิ้ง
บลูเบอร์รี่หรือเชอร์รี่กระป๋อง

วิธีทำ

1. บดโอรีโอ้ให้ละเอียดจนร่วน
แต่ละคนก็จะมีวิธีบดต่างกันไป เราเอาใช่ชามสเตนเลสแล้วใช้ครกตำ
บางคนก็เอาใส่ถุงซิปล็อคแล้วใช้ไม้นวดขนมปังทุบ แล้วแต่ความถนัดค่ะ


2. เอาเนยจืดไปละลายในไมโครเวฟ ไฟแรง นาน 1 นาที
เอาออกมาคนๆ


3. เอาเนยคลุกโอรีโอ้ป่นให้ทั่ว ลักษณะเนื้อที่ได้จะเป็นคล้ายๆทรายเปียก
จากนั่นกรุใส่พิมพ์ เรากรุใส่สปริงฟอร์มที่ห่อด้วยกระดาษฟอยล์เพราะ
กันส่วนผสมไหลออกมา  กรุเสร็จเอาไปชิลล์ในตู้เย็น
วอร์มเตาอบ 165 องศาเซลเซียส ไฟบน-ล่างด้วยนะคะ


4. เรามาดูส่วนเค้ก หั่นครีมชีสออกเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ
ทิ้งไว้ให้อ่อนตัวที่อุณหภูมิห้อง ควรจะให้นิ่มเพราะง่ายต่อการตีให้เนียน


5. เอาน้ำตาลทรายเทลงไปในครีมชีส
จากนั้นตีด้วยความเร็วปานกลางให้ครีมชีสหายเป็นเม็ดๆ
จนน้ำตาลละลาย ลองเอานิ้วจิ้มดูด 55 แค่นี้ก็อร่อยแล้ว


6. อันนี้คือภาพที่ตีจนเนียน ครีมชีสไม่เป็นเม็ด


7.จากนั้นตีต่อด้วยความเร็วปานกลางเหมือนเดิมใส่ไข่ลงไปทีละฟอง ตีให้เข้ากัน
หมั่นปาดอ่างด้วย ใส่น้ำมะนาวลงไป ตามด้วยวนิลา


8. พอเห็นว่าครีมเนียนแล้วก็หยุดเครื่อง


9. เทใส่พิมพ์ที่เมื่อกี้เราเอาไปชิลล์ในตู้เย็น


9. ต้องขอบอกว่าชีสเค้กสูตรนี้ง่ายมากและไม่ซับซ้อน แต่ต้องมาดูแลดีๆ
ตอนเข้าอบ เพราะเตาแต่ละคนไม่เหมือนกัน นิสัยก็จะต่างกันไป
เตาเราเป็นขนาดเล็ก (SV2024) ไฟบนล่าง หน้าเค้กจะไหม้เร็ว
ดังนี้เราเลยเอาฟอยล์คลุมหน้าไว้ กันหน้าเค้กแตกไม่สวยงาม
และเอาถาดรองน้ำ ใส่ไป1/4 ของถาดและวางพิมพ์
เพื่อไม่ให้เค้กไหม้เร็ว
นำเข้าเตาไฟ 165 องศาฯ นาน 1ชั่วโมง 15 นาที ไฟบน-ล่าง
เราเอาฟอยลืออกตอนประมาณ 50 นาทีผ่านไป
เพราะไม่งั้นหน้าก็จะไม่ค่อยแห้ง


10. พอครบเวลา ปิดเตาและแง้มฝาเตาปล่อยเค้กทิ้งไว้เหมือนเดิม 2-3ชั่วโมง
จากนั้นก็นำไปแช่เย็น 3 ชั่วโมงขึ้นไปในตู้เย็น
เวลาจะนำมาทานก็ราดด้วยผลไม้กระป๋อง เราราดเชอร์รี่อร่อยดี เปรี้ยวๆหวานๆ
แต่บางคนก็ชอบกินแบบเพียวๆ ก็อร่อยอีกแบบค่ะ