แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Italian Recipes แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Italian Recipes แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

My DIY salmon and mascarpone pasta สปาเก็ตตี้ซอสแซลมอนและมาสคาร์โปเน่แบบDIY

สูตรอาหารวันนี้ขอบอกว่าเป็นแบบคิดเอามั่วๆซั่วๆ
แต่ไม่ใช่ตำซั่วแน่นอน
โดยมีของเหลือในตู้เย็นเอามา Do It Yourself เพราะ overload มากๆ
ของไม่รู้จะเยอะไปไหน เหมือนกระเป๋าผู้หญิงทุกคน
ที่แบบให้ซื้อขนาดใหญ่เท่าไหน ก็ใส่ไม่พอ
ตู้เย็นที่บ้านก็ไม่ค่อยจะดี รามันขึ้นบ่อย เวลาเราแกะอาหารออกจากกล่องหรือกระป๋อง
ทางที่ดีควรใช้ให้หมดโดยเร็ว 
ตอนนี้ของที่เหลือในตู้เย็นก็มี
เนื้อมะเขือเทศเข้มข้นที่เคยซื้อมาทำลาซานญ่า
 ชีสกรูแยร์ซื้อมาทำกิซ
ชีสมาสคาร์โปเน่ อันนี้ทำทีรามิสุ
ปลาแซลมอน อันนี้ของฟรี
อื้มมมมมม และก็มีสปาเก็ตตี้อยู่ในตู้
อะไรจะพอเหมาะพอเจาะขนาดนี้ ทำพาสต้าซะเลยละกัน
แต่ไม่มีรูปตอนทำ เพราะกะทำกินเล่นๆแต่ดันออกมาดี 555
ได้ถ่ายตอนจาน 2 นี่แหละ
ส่วนสูตรไม่เที่ยงตรงมากนักแต่ใกล้เคียง ประมาณเอานะคะ


 Yv3lin3's salmon and mascarpone spaghetti
(2 - 3 persons)

ส่วนผสม
- เส้นสปาเก็ตตี้ 2 กำมือ
- ปลาแซลมอนหั่นชิ้นเล็กประมาณ 50 กรัม
- เนื้อมะเขือเทศบดเข้มขน 1/2 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียมสับละเอียด 3 กลีบ
- เนยจืด/ มาการีน 1 ช้อนโต๊ะ
- นมสดรสจืด 1/2 ถ้วย
- วิปครีม 1/2 ถ้วย
- มาสคาร์โปเน่ 2 ช้อนโต๊ะ
- ใบพาร์สลี่ย์สับละเอียด 1 ต้น
- คนอร์รสไก่ 1 ช้อนชา
- เกลือ พริกไทย

วิธีทำ

1. ต้มเส้นสปาเก็ตตี้ให้ al dente นะคะ
การต้มเส้นก็สำคัญมาก ไม่แพ้ซอส
ควรต้มน้ำให้เดือด พอน้ำเดือดค่อยใส่เกลือประมาณ 1 หยิบมือ
แล้วกำเส้นหย่อนลงกางหม้อ ปล่อยมือ เส้นมันจะเรียงเป็นวงกลมเอง
ไม่ต้องเอาหักเส้นหรือเขี่ยให้มันลงน้ำเร็วๆนะคะ
แล้วพอโดนน้ำเดือดมันจะค่อยๆไหลลงไปเอง
ดูเวลาต้มข้างซอง หรือ เอาส้อมตักขึ้นมา ลองเคี้ยวว่าตรงกลางสุก ไม่แข็ง
ก็ใช้ได้นะคะ เสร็จแล้วตักเส้นขึ้น สะเด็ดน้ำ เอาไปผ่านน้ำเย็น สะเด็ดน้ำอีกรอบ
คลุกน้ำมันมะกอกซัก 1 ช้อนโต๊ะให้ทั้ว พักไว้
ถ้านานก็หาหม้อที่มีฝามาปิดไว้
ทางที่ดี เราควรกะเวลาแล้วทำเส้นกับซอสในเวลาต่อเนื่องกันนะคะ

2. เรามาดูวิธีทำซอสแบบมั่วๆแต่มีหลักการ ขัดแย้งกันมั้ย?
ตั้งกระทะไฟกลางค่อนอ่อน ใส่เนยให้ละลาย

3. เอากระเทียมสับลงไปผัดให้หอม ตามด้วยเนื้อมะเขือเทศบดเข้มข้น
ผัดให้เข้ากัน สีสวยๆ

4. จากนั้น เทวิปครีมตาม ผัดให้เข้ากับมะเขือเทศ

5. ใส่มาสคาร์โปเน่ตามด้วยนมสด ให้เดือดปุดๆ

6. ใส่ปลาแซลมอนลงไป ผัดให้สุก

7. ปรุงรสด้วยคนอร์ พริกไทยและเกลือ 1 หยิบมือ

8. ใส่พาร์สลี่ย์สับเพิ่มความหอม

9. ปิดไฟ เตรียมเส้นสปาเก็ตตี้ใส่จานแล้วตักซอสราด
ทานคู่กับไวน์ขาวสวยๆ ค่ะ

อร่อยจริงๆ ยังติดใจอยู่เลย


วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Homemade Neapolitan Semifreddo เซมิเฟร็ดโดสามรสฉบับทำเอง

วันนี้มาดูขนมที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันในประเทศไทยซะหน่อย
เนื่องจากจบเอกภาษาอิตาเลียนมา
และเป็นคนที่ชื่นชอบอาหารอิตาเลียนมากๆแล้ว
ก็เลยอยากมาแนะนำขนมของชาตินี้ซะหน่อย
ส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงขนมของอิตาลี คนส่วนใหญ่จะนึกถึง ทีรามิสุกับปันนาค็อตต้า
เราเลยอยากพรีเซนท์อย่างอื่นบ้าง
พูดถึงอาหารหรือขนมอิตาเลียนนี่ดีอย่างหนึ่งคือ วิธีทำไม่ยุ่งยาก ไม่เม็ดเยอะ
แต่เขาเน้นแค่ คุณภาพของวัตถุดิบ ต้องสด ใหม่และดี
ฉะนั้นขนมวันนี้ก็ไม่ยากค่ะ ไม่ต้องมีเตาอบ
คือเราก็พยายามหาขนมที่หลายๆคนสามารถทำได้ด้วย เพราะบางคนไม่มีเตาอบ
อาศัยแค่ตะกร้อไฟฟ้าหรือมือและก็ตู้เย็น
พูดมานานยังไม่บอกเลยว่าขนมชื่ออะไร

ขนมชื่อว่า SEMIFREDDO อ่านออกเสียงว่า เซมิเฟร็ดโด้
ต้นกำเนิดว่ามาจากแคว้นใดในอิตาลีไม่แน่ชัด แต่ก็เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ
มันก็ไม่เชิงเป็นไอศครีมนะคะที่จริง เนื้อสัมผัสจะเป็นมูสเย็นๆมากกว่า
เพราะว่าเบสของมันคือ อิตาเลียนเมอแรงก์ + วิปครีม
แล้วเราก็เติมรสชาติตามใจชอบกันเอาเอง
สูตรดั้งเดิมส่วนผสมหลักจะมี ไข่แดง ไข่ขาวและวิปครีม
แต่สูตรนี้ไม่มีไข่แดงค่ะ เนื้อที่ได้ก็จะนุ่มลิ้น กินแล้วละลายในปากเลย
เรามาดูกันดีกว่ามาทำกันยังไง ส่วนรูปแบบที่เสนอวันนี้เป็นแบบ Neapolitan
คือเป็นสามรสเรียงกัน สตรอว์เบอร์รี่ วนิลา และช็อคโกแลต
ซึ่งมีที่มาจากเมืองเนเปิลส์ทางใต้ของอิตาลีค่ะ

Neapolitan Semifreddo


อุปกรณ์

พิมพ์ Loaf ขนาด 11x22 cm
ตะกร้อมือหรือไฟฟ้า
ตู้เย็น
คลิงฟิล์ม (พลาสติกห่ออาหาร)
กระดาษไข
ชาม 2 ใบ (1 ใบเอาไปแช่เย็นในฟรีซ)


ส่วนผสม

น้ำมันพืชสำหรับทาพิมพ์
ไข่ขาว 1 ฟอง
น้ำตาล 67 กรัม
น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ
นอนแดรี่วิปปิ้งครีม 300 กรัม
สตรอว์เบอร์รี่ 200 กรัม
ไอซิ่ง 1/2 ช้อนโต๊ะ
กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา
ดาร์คช็อคโกแลต 40 กรัม


วิธีทำ



1. ทาน้ำมันพืชบนพิมพ์ให้ทั่วพิมพ์ทุกซอกทุกมุม
จากนั้นเอาคลิงฟิล์มมาห่อให้รอบพิมพ์ด้านในแบบรูปด้านบน
เพื่อให้สะดวกต่อการนำเซมิเฟร็ดโด้ออกจากพิมพ์เมื่อทำเสร็จแล้ว


2. เราไปเตรียมรสสตรอว์เบอร์รี่ซึ่งจะเป็นรสแรกที่เราจะทำกันก่อนโดยการ
นำสตรอว์เบอร์รี่ที่ล้างสะอาดไปปั่นกับน้ำตาลไอซิ่งให้ละเอียดเป็นเหมือนสมูธตี้
จากนั้นใช้กระชอนกรองเอาเมล็ดเล็กๆออก พักไว้


3. ทีนี้เราดูวิธีต่อไปที่ใช้ความเร็วกันนะคะ
จะบอกว่าทำไปครั้งแรกเสียค่ะ เพราะว่าเมอแรงก์เหลวเป็นน้ำ
ถ้าทำได้จะมีลักษณะเหมือนโฟมโกนหนวดแต่เป็นเงาๆนะคะ
เหมือนในรูปด้านบนช่องสุดท้าย เป็นการทำอิตาเลียนเมอแรงก์
ให้เอาน้ำตาลกับน้ำใส่หม้อ ตั้งไฟอ่อนก่อน คนให้น้ำตาลละลาย
พอน้ำตาลละลาย ให้เพิ่มไฟแรง ไม่ต้องคนน้ำตาลนะคะ
จับเวลา 2 นาที แล้วให้เราไปที่ชามไข่ขาว ตีให้ไข่ขาวตั้งยอดแข็ง
ต้องอาศัยความว่องไวค่ะช่วงนี้
เราต้องมาตีใกล้ๆเตาเลยเพราะว่าเราไม่มี stand mixer ที่ตีทิ้งไว้ได้
พอครบ 2 นาทีจะได้น้ำเชื่อมเดือดปุดๆและไข่ขาวตั้งยอดแล้ว
ตีไข่ขาวต่อไปเรื่อยๆห้ามหยุดนะคะ หันไปหยิบหม้อน้ำเชื่อมมาเทเป็นสายลงไป
ในชามไข่ขาวแล้วตีอีก 2 นาทีให้หายร้อน ทิ้งไว้

4. หยิบชามที่แช่ในฟรีซออกมา ใส่วิปปิ้งครีมลงไปในชาม
ตีให้ตั้งยอดแข็ง นอนแดรี่ก็ดีอย่างคือตีขึ้นได้เร็วกว่าแบบแดรี่
และยังเก็บไว้ได้นานอีก พักไว้


5. จากวิธีข้อ 3 เราจะได้อิตาเลียนเมอแรงก์และวิปครีมจากข้อ 4
ให้เราเอาทั้ง 2 อย่างนี้มาผสมให้เข้ากัน
แล้วตักแบ่ง 3 ชามอย่างเท่าๆกัน 
โดยส่วนแรกเราจะทำเป็นรสสตรอว์เบอร์รี่ อีก 2 ชามที่เหลือแช่พักในตู้เย็นก่อน
เอาน้ำสตรอว์เบอร์รี่ที่เตรียมไว้มาคนให้เข้ากันในชามแรก
เทใส่พิมพ์ แล้วตัดกระดาษไขมาแปะลงบนเนื้อครีม นำไปแช่เย็นให้เซ็ทตัว
จริงๆแล้วเซมิเฟร็ดโด้ต้นตำรับเขาแช่แค่ช่องธรรมดา แต่อากาศบ้านเราต้องแช่ฟรีซค่ะ
แช่ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง ให้เว็ทตัวเพื่อที่เราจะสามารถเทชั้นต่อไปได้


6. พอครึ่งชั่วโมงแล้วเรามาเตรียมส่วนที่ 2 ต่อ นั่นก็คือรสวนิลา
ให้เอาชามที่ 2ออกมา เทวนิลาลงไปคนให้เข้ากัน
และเอาพิมพ์ออกจากฟรีซ (ในกรณีที่ครีมชั้นแรกยังไม่เซ็ทตัวให้แช่ต่อไปเรื่อยๆ)
แล้วเอากระดาษไขที่แปะครีมชั้นแรกออก
เกลี่ยครีมรสวนิลาใส่พิมพ์แล้วปูด้วยกระดาษไขแผ่นใหม่ทับ
เอาไปแช่ฟรีซต่ออีกครึ่งชั่วโมงหรือจนกว่าจะเซ็ทตัว


7. พอใกล้ครบครึ่งชั่วโมง เรามาเตรียมละลายช็อคโกแลต
เพื่อทำรสช็อคโกแลตในชั้นสุดท้ายกันค่ะ
โดยสับดาร์คช็อคโกแลตเป็นแผ่นๆแล้วเอาไป double boil หรือตุ๋นหม้อซ้อนหม้อ
ต้มน้ำในเดือดแล้วเอาชามสเตนเลสที่ใสช็อคโกแลตซ้อน คนจนกว่าจะละลาย
จากนั้นเอามาพักให้เย็น แต่อย่าให้ช็อคโกแลตแข็งตัวนะคะ
เพราะเราจะต้องเอาไปผสมกันครีมชามสุดท้าย
เมื่อช็อคโกแลตหายร้อน เราก็เอาไปคนให้เข้ากับครีมแล้วเทใส่พิมพ์
ก่อนเทเอากระดาษไขออกก่อนและเช็คว่าเนื้อครีมชั้นสองเซ็ทตัวแล้วหรือยัง
การเซ็ทตัวของครีมไม่ได้หมายความว่าครีมจะต้องแข็งโป๊กเหมือนไอศครีมจริง
เพราะว่าเซมิเฟร็ดโด้ไม่ใช่ไอศครีม แค่ดูว่าเวลาเทชั้นต่อไปมันไม่ผสมกันก็พอค่ะ


8. ขั้นตอนสุดท้าย เราต้องแช่ทิ้งไว้อย่างต่ำ 4 ชั่วโมงหรือข้ามคืนเลย
ค่อยเอาออกจากพิมพ์ ทานเล่นๆเพลินๆก็หมดค่ะ อาหาศร้อนอย่างนี้
ตามสูตรบอกว่าเซมิเฟร็ดโด้ควรเสิร์ฟที่อุณหภูมิ -6 ถึง -10 องศา
เนื้อจะเป็นครีมมูส ฉะนั้นไม่ต้องตกใจว่าเซมิเฟร็ดโด้ฉันทำไมไม่แข็งซะที
เขากินกันอย่างนี้แหละ
เซมิเฟร็ดโด้เมืองเนเปิลส์เป็นความลงตัวของรสชาติเมนูหนึ่งเลยทีเดียว
เพราะมีทั้งความเปรี้ยวจี๊ดของสตรอว์เบอร์รี่้
ความหอมละมุนของวนิลา และความขมของดาร์คช็อคโกแลต
อยากให้เพื่อนๆลองทำดูกันนะคะ รับรองจะติดใจ


สูตรจาก BBC GoodFood

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Spaghetti alle vongole: สปาเก็ตตี้หอยลาย

วันนี้เปลี่ยนมาเป็นเมนูของคาวบ้าง
หวานทุกวันมันคงจะเลี่ยนเนอะ
เหมือนอยู่กับแฟนต้องหวานบ้างทะเลาะกันบ้าง ให้ชีวิตมีรสชาติ 555
เมนูวันนี้ก็เบาๆค่ะ เหมาะกับดินเนอร์จานหลักสวยๆ
"สปาเก็ตตี้ผัดหอยลาย"
หรือภาษาอิตาเลียน เรียกว่า Spaghetti alle vongole (สปาเก็ตติ อัลเล วองโกเล่)
Vongole (วองโกเล่) ก็คือ หอยตลับนั่นเอง
แต่เราก็เรียกกันมาติดปากว่าหอยลายมากกว่า

Spaghetti alle vongole (2 persone)
สปาเก็ตตี้หอยลาย (สำหรับ 2 จาน)
ส่วนผสม

เส้นสปาเก็ตตี้ 150 กรัม
ใบพาร์สลี่ย์สับหยาบๆ 3 ต้น
หอยตลับ 500 กรัม
เนื้อมะเขือเทศเชอร์รี่บด 1/2 ถ้วย
น้ำมันมะกอก
กระเทียมปอกเปลือก 3 กลีบ
พริกแห้ง 2 เม็ด
พริกไทยดำบด
เกลือ
น้ำซุป 3 ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ
1. ต้มเส้นสปาเก็ตตี้ให้ Al dente (หนึบๆ)
โดยต้มน้ำให้เดือด พอเดือดปุดๆ ใส่เกลือไปหยิบมือหนึ่งเพื่อให้น้ำรักษาอุณหภูมิ
และใส่น้ำมันมะกอกไปเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เส้นติดกัน
ตามซองจะมีเขียนบอกว่าเส้นแต่ละชนิดสุกที่นาทีที่เท่าไหร่ค่ะ
อย่างสปาเก็ตตี้จะอยู่ราวๆ 12 นาที

2. ล้างหอยด้วยน้ำเกลือ เอาเศษดินออกให้หมด
จากนั้นรินน้ำออกให้หมด ฝาหอยจะยังไม่เปิด ต้องเอาใส่หม้อ
ตั้งไฟกลางๆ ปิดฝา อบหอยเพื่อให้หอยเปิดฝาค่ะ


พอหอยสุกก็เปิดฝาเช่นนี้


3. เมื่อเส้นสปาเก็ตตี้ Al dente แล้ว รินน้ำออก คลุกเส้นด้วยน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ

4. ตั้งกระทะไฟอ่อน ใส่น้ำมันมะกอก (ในรูปเยอะไป) ใส่ซัก 4 ช้อนโต๊ะ
จากนั้นใส่กระเทียมปอกเปลือก พริกแห้ง
ให้น้ำมันเดือด


5. พอน้ำมันเดือดใส่หอยลงไปผัด


6. จากนั้นใส่ใบพาร์สลี่ย์ลงไปผัดกับหอยให้หอม
ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย ลองชิมนะคะ ใส่น้ำซุปลงไป 2 - 3 ช้อนโต๊ะ
จากนั้นก็ใส่เนื้อมะเขือเทศบดผัดให้เข้ากัน รสชาติจะเปรี้ยวนิด เค็มๆ อร่อย


7. .ใส่เส้นสปาเก็ตตี้ลงไปคลุกให้เข้ากัน รีบปิดไฟ ยกลงจากเตา
เสิร์ฟร้อนๆ เห็นมั้ยว่าเป็นจานที่อิ่มอร่อยและทำได้ไม่ยากเลยค่ะ



วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Focaccia (ฟอ-กัช-ช่า)

วันนี้ Italian Recipes กลับมาอีกแล้ว
พอดี 2 อาทิตย์ที่แล้วเห็นมีร้านขายขนมปังอิตาเลียนที่เอ็มโพเรียมอยู่
ยังไม่ทันได้ลองชิมเลย ร้านหายไปไหนไม่รู้
ขนมปังที่ว่านี้เรียกว่า Focaccia (ฟอกัชช่า) หน้าตาแบบรูปข้างล่างนี้
แต่ไม่เชิงเป็นพิซซ่าซะทีเดียว
แตกต่างกันตรงความหนานุ่มของแป้งและส่นผสม
คือ แป้งที่ใช้ทำ Focaccia จะมีส่วนผสมที่พิซซ่าไม่มีคือ ยีสต์เร่งและน้ำมันมะกอก
จริงๆ Focaccia ก็มีหลายประเภทอีก แยกตามแคว้น ลักษณะจะต่างกันอีก
Focaccia มีที่มาจากแคว้น Liguria แต่จะไม่เหมือนที่ทำวันนี้ อันนั้นจะกรอบๆ ดิปกับ balsamic อะไรเทือกนั้น
ไม่ขอลงลึก เดี๋ยวจะยาวมากกว่าไปนี้
FOCACCIA
ก่อนอื่นเราต้องมาเตรียมทำ แป้งขนมปัง เพื่อจะทำ Focaccia นะคะ
ส่วนผสมแป้งขนมปัง
น้ำอุ่นเล็กน้อย ..... 250 มิลลิลิตร
แป้งทำขนมปัง (หงส์ขาว) ถุงเขียว ..... 500 กรัม
ยีสต์ ..... 25 กรัม
น้ำมันมะกอก ..... 5 ช้อนโต๊ะ
เกลือ ..... 15 กรัม
น้ำตาล ..... 2 ช้อนชา
วิธีทำ
1. ใส่ ยีสต์ + น้ำตาล + น้ำอุ่น ผสมกันในถ้วยเล็ก คนให้ยีสต์ละลาย
ทิ้งไว้ซักพักจะมีฟองฟู่ขึ้นมาเล็กน้อย
ถ้าเป็นยีสต์ที่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเงียบกริบไม่มีฟองตอบรับขึ้นมาแสดงว่ายีสต์ตายใช้ไม่ได้นะฮะ
อย่าให้น้ำร้อนจนเกินไปด้วย เอาแบบอุ่นนิดเดียว ไม่งั้นยีสต์เจอความร้อนก็ตาย
2. ใส่แป้ง+เกลือในชามใบใหญ่ทำหลุมตรงกลางเหมือนเวลาเขาผสมปูนกัน
เทส่วนผสมข้อ 1 + น้ำมันมะกอกลงไปในหลุม กลบๆแป้ง นวดๆ
วิธีที่เรานวดก็คือ พับมุมแป้งทั้ง4ด้านเหมือนสี่เหลี่ยมและก็ดันเนื้อแป้งไปข้างหน้า ทำซ้ำไปเรื่อยๆ
จนครบ 10 นาที
แป้งที่ได้จะเรียบเนียนและเหนียว ถ้าเหนียวไปเติมแป้ง ถ้าแห้งไปเติมน้ำ
วิธีทดสอบเนื้อแป้งว่าใช้ได้มั้ยคือ บิออกมาและใช้ไม้คลึง ถ้าแป้งแบนและโปร่งแสงก็แสดงว่าโอ
3. ปั้นเป็นลูกกลมๆ ใส่ในภาชนะที่สะอาด หาผ้าสะอาดมาปิด เราใช้ผ้าขาวบางทบกัน
เก็บไว้ในตู้ที่มีอุ่นๆ ไม่มีอากาศถ่ายเท เราก็ทิ้งไว้ในเตาอบนั่นแหละ แต่อย่าเปิดอบนะ
ทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง
4. เปิดออกมายังกับเล่นกล แป้งฟูขึ้นเป็น 2 เท่า แสดงว่าไม่เฟล
หลังจากได้แป้งขนมปังมาแล้ว เรามาลงมือทำ Focaccia กันต่อ
ส่วนผสม
แป้งขนมปัง ..... 600 กรัม
น้ำ ..... 2-3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันมะกอก 120 มิลลิลิตร
เกลือ
วิธีทำ
1. หาถาดสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 8x10" เราไม่มีเป๊ะๆก็หาที่ใกล้เคียง
ราดน้ำมันมะกอกลงไปซัก 3- 4 ช้อนโต๊ะ
2. โปะแป้งขนมปังลงไปให้ทั่วถาด เอานิ้วจิ้มๆ ตามเอกลักษณ์ของ Focaccia ราดน้ำมันมะกอกบนแป้งอีกรอบ
3. พรมน้ำ เพื่อความนุ่ม ทิ้งพักไว้อีก 30 นาที หาผ้ามาปิดและเก็บไว้ในตู้เหมือนตอนทำแป้งขนมปัง เพื่อให้แป้งขึ้นฟูอีกรอบ
4. พอครบเวลา เอามาโรยเกลือ ใส่ท๊อปปิ้งตามใจชอบ
เราใส่เนื้อมะเขือเทศบด, ซาลามี่และก็ใบโรสแมรี่เพิ่ม
นำเข้าตู้เอาด้วยความร้อน 250 องศาเซลเซียส นาน 10 - 15 นาที
ตอนอบนี่จะหอมมากๆ อยากให้สุกไวๆ





วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

Home-made Pesto

ในบรรดาพาสต้าที่ชอบมากที่สุด คือ Trofie al pesto
เคยกินครั้งแรกที่บ้านคนรู้จัก แม่เขาทำอร่อยมาก
แบบว่าต้องขอเบิ้ลจานทุกที
พอหลังจากนั้น ไปทานที่ไหนก็รู้สึกว่า อร่อยไม่เท่า
ยิ่งซื้อแบบเป็นกระปุกมาทานยิ่งอารมณ์เสีย

ขอแนะนำเจ้าซอส Pesto (เพสโต้) ตัวนี้ก่อน
เป็นซอสสัญชาติอิตาเลียน โดยเมืองที่เลื่องชื่อในการผลิตคือ Genova ในแคว้น Liguria
ซึ่งลักษณะทางภูมิศาสตร์ อยู่ติดทะเล
ซอสนี้ส่วนผสมหลักคือ Sweet Basil หรือตระกูลเดียวกับโหระพานั่นเอง
พืชนี้จะขึ้นตามแนวทะเล มีรสชาติและกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพราะได้รับลมที่มีกลิ่นอายทะเลติดมาด้วย
ลักษณะใบ กลิ่น รสชาติก็จะแตกต่างจากใบโหระพาบ้านเราอย่างเห็นได้
คือ ใบ Sweet Basil จะใบใหญ่กว่าและกลม ไม่เรียว กลิ่นจะไม่ฉุนและรสไม่แรงเท่าโหระพาเรา
ชอบกลิ่นใบ Sweet Basil มากเพราะสดชื่นดี

ส่วนผสมรองลงมาที่ช่วยเสริมกลิ่นหอมและความมันคือ Pine Nut หรือ เมล็ดสน
ลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วหรือกระเทียมกลีบเล็กๆ
หากใช้นิ้วบีบ เมล็ดจะมีน้ำมันออกมาพอสมควร กลิ่นหอมคล้ายเนย
ราคาแพงเอาการ แต่ควรใส่เพื่อความอร่อย

วันนี้จะมา share สูตร Pesto ต้นตำรับของ Genova และวิธีทำแบบดั้งเดิมพื้นบ้านเลย

PESTO GENOVESE
ส่วนผสม
1.) น้ำมันมะกอก 2-3 ชต.
2.) ชีส Pecorino ขูด 1 ถ้วย
3.) ชีส Parmigiano Reggiano ขูด 1 ถ้วย (ชอบชีสอะ เลยใส่เยอะ อาจใส่ครึ่งถ้วยก็ได้ตามใจชอบ)
4.) กระเทียมปอกเปลือกแล้ว 2 กลีบ
5.) Pine nut 1 กำมือ
6.) ใบ sweet basil อ่อนๆ 60 กรัม ที่ล้างสะอาดแล้ว
7.) เกลือ 3 หยิบมือ


อุปกรณ์
ครกกับสาก หรือ หากใครขี้เกียจก็ใช้เครื่องปั่นอาหารแทน
ความแตกต่างระหว่างการใช้ครกกับเครื่องปั่นคือ ความร้อนของใบมีดเครื่องปั่นจะไปทำลายรสชาติและกลิ่นของ sweet basil ทำให้ไม่คงเดิม

วิธีทำ
1.) ตำกระเทียมให้แหลกละเอียด
2.) ใส่ pine nut กำมือนึงลงไปตำให้ละเอียด ช่วงนี้จะเหนียวๆหนืดๆหน่อย ใช้ช้อนขูดๆ เอา
3.) แบ่งใบsweet basil เป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน เราจะตำกันทีละส่วน เพราะจะช่วยให้ไม่ต้องใช้แรงมากและละเอียดดีกว่าตำรวดเดียว
4.) ใส่ใบส่วนที่นึงตำคลุกเคล้ากับกระเทียมและ pine nut โรยเกลือ 1 หยิบมือ จนละเอียดเป็นน้ำเขียวๆข้นๆ
5.) ทำซ้ำวิธีที่ 4
6.) ใส่ชีสทั้งสอง คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตำให้ละเอียด



7.) ใส่ใบส่วนสุดท้าย โรยเกลือ ตำให้ละเอียดและเข้ากัน
8.) บรรจุใส่ขวดแก้ว เทน้ำมันบนผิว Pesto เพื่อเป็นการ anti-oxidant ปิดฝาให้สนิท แช่ในตู้เย็น

วิธีทำเมนูพาสต้าก็ง่ายๆ
ส่วนใหญ่ Pesto จะทานกับเส้น linguine คล้าย spaghetti แต่แบน และ เส้น trofie <3 ของโปรด
ลวกเส้นให้ al dente พอมีน้ำขลุกขลิกนิดเดียว แล้วใส่ Pesto 2 ช้อนโต๊ะ/จาน คลุกให้ทั่ว
ทานเดี่ยวๆหรือทานกับไก่ย่าง กุ้งย่าง แซมอน ก็ match กันดี

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาหารอิตาเลียนสิ้นคิด : Spaghetti alla Carbonara

ถ้าพูดถึงเมนูสิ้นคิดของไทยก็คงจะเป็นข้าวผัดกระเพราไข่ดาว
แต่ถ้าโดยส่วนตัวอาหารที่ไม่ต้องคิดมากของอิตาลีก็คงจะนึกถึง สปาเกตตี้คาร์โบนาร่า ประมาณนี้
เพราะทำง่าย ไม่ซับซ้อนและใช้เวลาแป๊ปเดียว
พูดถึงคาร์โบนาร่าเองก็มีหลายสูตรอยู่
แต่วันนี้จะมานำเสนอสูตรที่คิดว่าตั้งแต่ลองทำมาแล้วชอบที่สุด

ก่อนอื่นมารู้จักที่มาของอาหารจานนี้กันก่อนว่ามันเป็นมายังไง
ที่มาก็มีหลายแหล่งเหมือนกัน Carbonara ภาษาอิตาเลียนเนี่ยแปลว่า ถ่านไม้ที่สีดำๆ น่ะค่ะ
ดังนั้นสันนิษฐานว่าเมนูนี้คิดค้นมาจากอาหารของชาวอิตาเลียนที่ทำงานในเหมืองแร่ในสหรัฐฯ
บ้างก็ว่า สูตรดั้งเดิมทำบนกระทะที่ใช้ถ่าน หรือเป็นเพราะปรุงด้วยพริกไทยดำมากจนทำให้ดูเหมือนมีถ่านดำๆ
แต่จริงๆจะมาจากไหนก็ช่างเถอะ รู้แต่ว่าขอบคุณที่ช่วยคิดของอร่อยๆตกทอดมารุ่นปัจจุบันก็พอละ

Spaghetti alla Carbonara (4 คน)



ส่วนผสม
1.) เส้น Spaghetti ครึ่งซอง
2.) ชีส Parmigiano Reggiano หรืออังกฤษเรียกว่า Parmesan 1 ถ้วย
3.) ไข่แดง (จำนวนตามคนที่จะทาน 1คน/ 1ฟอง) 4 ฟอง
4.) เบคอน
5.) เกลือ พริกไทย
6.) หัวหอม (ใส่ก็ได้ไม่ใส่ก็ได้)
7.) วิปครีม (ใส่ก็ได้ไม่ใส่ก็ได้) 2 ชต
8.) น้ำมันมะกอก



ขั้นตอนการทำง่ายมากกกกกกก
1.) ทอดเบคอนให้กรอบ พักไว้ในจาน
2.) ผัดหอมใหญ่ให้เหลืองหอม พักไว้ในจาน
3.) ต้มน้ำให้เดือด ใส่เกลือและน้ำมันมะกอกลงไปเล็กน้อย ใส่เส้นสปาเกตตี้ลงไป
4.) นำชามใบใหญ่ใส่ไข่แดง ชีส Parmigiano วิปครีม คนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือพริกไทย

5.) เบคอน หอมใหญ่ที่ทำให้สุกเมื่อสักครู่ เทลงไปในชามซอสได้เลย คนๆให้เข้ากัน
6.) ชิมเส้นว่า Al dente* หรือยัง ส่วนใหญ่ก็ประมาณ 11-12 นาที พอได้ที่แล้วก็เทน้ำทิ้ง
7.) คลุกเส้นลงไปในชามซอสได้เลยค่ะ เป็นอันเสร็จพิธีการ


ทานร้อนๆเลย อู้ยยยยยยย เริ่ดมาก
BUON APPETITO!

* Al dente (อัล เดนเต้)= หนึบๆ เส้นสปาเกตตี้ที่ดีไม่ควรทำให้สุกนิ่มจนหรือแข็งจนเกินไป
* สูตร original ไม่มีหอมใหญ่กับวิปครีมนะคะ แต่ว่าอยากใส่เพราะหอมใหญ่ทำให้มีรสหวานและวิปครีมช่วยเพิ่มรสชาติให้มันและเข้มข้นยิ่งขึ้น

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

Be Italian: Lasagne Alla Bolognese

เมื่อวันจันทร์ได้ลองไปกินอาหารอิตาเลียนที่ร้านหนึ่งที่เพื่อนชอบไปกินแต่ไม่อยากเอ่ยชื่อ อยู่แถวอโศก
โดยส่วนตัวรู้สึกไม่ประทับใจรสชาติ...อย่างแรงงง คือก็เข้าใจเลยว่าไม่ใช่ร้านที่มีเจ้าของอิตาเลียนแท้ๆ ไม่ได้อคติ
แต่เข้าใจว่าคนอิตาเลียนเนี่ย เขาแสนจะ proud เรื่องอาหารประจำชาติ เขาไม่ยอมเสียเกียรติให้โดนด่าว่าทำอาหารไม่เป็นสัปปะรดหรอก
ขอ review (หรือ criticize ดี 555) อาหารที่สั่งมาจากร้านเนี่ยก็ได้แก่
1.) Foie Gras แต่เขาระบุมาว่า chicken liver ก็โอเค ถูไถไปได้ แต่ปรากฏว่าเพื่อนคนนึงลองให้ปลายลิ้นชิมๆ ถึงกะปาขนมปังทิ้งลงจาน
เพราะว่ามันเหม็นคาวมากกกกกก แต่เราก็กินไป2-3 คำแล้วแหละเพราะเสียดาย
2.) Spaghetti alla Carbonara จานนี้หน้าตาดูดีเชียว เสิร์ฟแบบมีแป้งคลุม แต่พอเอาเข้าปาก เฮ้ยไหนอะ? ไหนอะชีส? แป้งข้าวโพดชัดๆผิดหวังมากค่ะ
3.) Parma Ham Pizza ก็ไม่ขี้เหร่ มี parma ham เส้นกลางๆ แต่แป้งเย็นเฉียบ ชีสน้อยเหมือนเดิม จะงกทำไม?
4.) Pork Lasagna อารมณ์เสียค่ะ นึกว่ากินแกงกะหรี่อยู่ซะอีก

พอเจออย่างงี้เข้า เลยอารมณ์เสียมากมาย ก็เลยลองทำกินเองแม่งเลย ไม่ง้อแล้ว ....
สูตรนี่ก็ได้มาจาก giallozafferano.it จากอิตาเลียนแท้ๆ ถ้าอยากลองทำอาหารอิตาเลียนแนะนำเว็บนี้เพราะเป็นสูตรต้นตำรับแท้ๆ แต่ต้องแปลเอาหน่อย
วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดี บริษัทหยุดเพราะม๊อบเสื้อแดงป่วน เลยมีเวลาเข้าครัว
การทำลาซานญ่า (Lasagne ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า "ลาซานเญ่" ) ใช้เวลานานพอสมควรเพราะ
ประกอบไปด้วยซอส 2 ซอสซึ่งก็คือ Ragu' alla Bolognese และ Besciamella (Bechamel)



เริ่มแรก เราต้องเตรียมส่วนประกอบในการทำซอส Ragu' ก่อน ซึ่งแฟนอาหารอิตาเลียนคงจะทราบกันดีว่าเป็นสูตรซอสมะเขือเทศที่มีต้นกำเนิดจากแคว้นBologna ซึ่งเป็นแคว้นของอิตาลีที่มีอาหารอร่อยๆขึ้นชื่อหลายอย่าง เช่น Mortadella (ที่เมืองไทยเรียกกันติดปากว่า ไส้กรอกโบโลน่า)


ส่วนผสมของซอส Ragu' alla Bolognese
1.) เนื้อหมู + เนื้อวัว + เนื้อติดมัน
2.) แครอท + หัวหอม + celery สับละเอียด
3.) น้ำซุป
4.) เนื้อมะเขือเทศเข้มข้น
5.) ไวน์แดงอิตาเลียน (ทำอาหารอิตาเลียนก็ควรใช้ของเขา)
6.) นมสด
7.) น้ำมันมะกอก extra virgin
8.) เกลือ + พริกไทย
9.) เนยละลาย
10.) ชีส Parmigiano Reggiano (แนะนำให้ซื้อแบบเป็นก้อนแล้วมาขูดเอง)
(ปริมาณต้องลองกะเอาตามจำนวนคนที่รับประทาน)

วิธีเตรียม
1.) ตั้งไฟปานกลาง นำเนยและน้ำมันมะกอกมาละลาย พอละลายเข้ากัน นำผักมาใส่ คนไปเรื่อยๆจนเป็นสีเหลืองทอง



2.) นำเนื้อติดมันลงมาทอด สักพักนำเนื้อหมูและเนื้อวัวตามลงมา ตั้งไฟอ่อนเคี้ยวไปเรื่อยๆประมาณ 30 นาทีจนเป็นสีน้ำตาลและงวด ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย
3.) ใส่ไวน์แดงลงไป เคี้ยวๆให้เข้ากับเนื้อ จนน้ำเริ่มแห้ง จากนั้นใส่น้ำซุปผสมเนื้อมะเขือเทศเข้มข้น ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นใส่นมลงไป คนให้เข้ากัน และชีส Parmigiano Reggianoนำใส่ถ้วยพักไว้





เสร็จแล้ว เรามาทำซอส Besciamella หรือ Bechamel หรือ White Sauce นั่นเอง ต่อ ซอสนี้มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศส แต่เราจะพบในส่วนผสมของอาหารอิตาเลียน เช่น Cannelloni และ Lasagne



ส่วนผสม Besciamella

1.) นมเนย 2.) แป้งทำซอสขาว 3.) เนย 4.) เกลือ พริกไทย 5.) Nutmeg จันทน์เทศขูด


วิธีทำ
1.) ตั้งไฟอ่อนๆ นำเนยลงไปละลายในหม้อให้เป็นน้ำ จากนั้นใส่แป้งลงไปคนจนกลายครีมเป็นสีเหลือง
2.) ใส่นมลงไป เคี้ยวให้เข้ากัน จนแป้งสุก ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และจันทน์เทศ นำใส่ถ้วยทิ้งพักไว้

ทีนี้เราก็จะได้ส่วนประกอบหลักของลาซานญ่าแล้ว ต่อไปเราจะมาทำการต้มแผ่นลาซานญ่าที่ทำจากไข่สด (Lasagna all'uovo) ต้มจนพอสุกอย่าให้นิ่มมาก เพราะเราต้องนำไปอบอีก


ถึงเวลาประกอบร่างลาซานญ่าแล้ว เตรียมส่วนผสมดังนี้
1.) แผ่นลาซานญ่าที่ต้มสุก
2.) ซอส Ragu' alla Bolognese
3.) ซอส Besciamella
4.) ชีส Parmigiano Reggiano
5.) ชีส Mozzarella

วิธีทำ
1.) นำถาดอบ (แนะนำทรงสี่เหลี่ยม แต่เราไม่มีเลยต้องตัดเส้นตามทรงถาดเอา) ทาน้ำมันมะกอกให้ทั่ว จากนั้นราดซอส Ragu' ชั้นแรกเพื่อไม่ให้ไหม้
2.) ปูแผ่นลาซานญ่าให้ทั่วถาดอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นทาซอส Besciamella ให้เต็มและตามด้วยด้วยซอส Ragu' และโรยชีส Parmigiano Reggiano ให้ทั่ว
3.) ทำตามขั้นตอนที่ 2 เหมือนเดิม
4.) โรยหน้าด้วย Mozzarella เพื่อเพิ่มความยืด


5.) นำไปอบที่ความร้อน 160 องศา นาน 1 ชั่วโมง พอครบกำหนดแล้ว ทิ้งไว้ให้เย็นเองประมาณ 20นาที แล้วค่อยตัดแบ่ง





รับประทานคู่กับไวน์แดงนี่สุดๆเลยค่ะ เห็นมั้ยลาซานญ่าอิตาเลียนสไตล์ทำง่ายนิดเดียว!!!