แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ No-baked desserts* แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ No-baked desserts* แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Homemade Neapolitan Semifreddo เซมิเฟร็ดโดสามรสฉบับทำเอง

วันนี้มาดูขนมที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันในประเทศไทยซะหน่อย
เนื่องจากจบเอกภาษาอิตาเลียนมา
และเป็นคนที่ชื่นชอบอาหารอิตาเลียนมากๆแล้ว
ก็เลยอยากมาแนะนำขนมของชาตินี้ซะหน่อย
ส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงขนมของอิตาลี คนส่วนใหญ่จะนึกถึง ทีรามิสุกับปันนาค็อตต้า
เราเลยอยากพรีเซนท์อย่างอื่นบ้าง
พูดถึงอาหารหรือขนมอิตาเลียนนี่ดีอย่างหนึ่งคือ วิธีทำไม่ยุ่งยาก ไม่เม็ดเยอะ
แต่เขาเน้นแค่ คุณภาพของวัตถุดิบ ต้องสด ใหม่และดี
ฉะนั้นขนมวันนี้ก็ไม่ยากค่ะ ไม่ต้องมีเตาอบ
คือเราก็พยายามหาขนมที่หลายๆคนสามารถทำได้ด้วย เพราะบางคนไม่มีเตาอบ
อาศัยแค่ตะกร้อไฟฟ้าหรือมือและก็ตู้เย็น
พูดมานานยังไม่บอกเลยว่าขนมชื่ออะไร

ขนมชื่อว่า SEMIFREDDO อ่านออกเสียงว่า เซมิเฟร็ดโด้
ต้นกำเนิดว่ามาจากแคว้นใดในอิตาลีไม่แน่ชัด แต่ก็เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ
มันก็ไม่เชิงเป็นไอศครีมนะคะที่จริง เนื้อสัมผัสจะเป็นมูสเย็นๆมากกว่า
เพราะว่าเบสของมันคือ อิตาเลียนเมอแรงก์ + วิปครีม
แล้วเราก็เติมรสชาติตามใจชอบกันเอาเอง
สูตรดั้งเดิมส่วนผสมหลักจะมี ไข่แดง ไข่ขาวและวิปครีม
แต่สูตรนี้ไม่มีไข่แดงค่ะ เนื้อที่ได้ก็จะนุ่มลิ้น กินแล้วละลายในปากเลย
เรามาดูกันดีกว่ามาทำกันยังไง ส่วนรูปแบบที่เสนอวันนี้เป็นแบบ Neapolitan
คือเป็นสามรสเรียงกัน สตรอว์เบอร์รี่ วนิลา และช็อคโกแลต
ซึ่งมีที่มาจากเมืองเนเปิลส์ทางใต้ของอิตาลีค่ะ

Neapolitan Semifreddo


อุปกรณ์

พิมพ์ Loaf ขนาด 11x22 cm
ตะกร้อมือหรือไฟฟ้า
ตู้เย็น
คลิงฟิล์ม (พลาสติกห่ออาหาร)
กระดาษไข
ชาม 2 ใบ (1 ใบเอาไปแช่เย็นในฟรีซ)


ส่วนผสม

น้ำมันพืชสำหรับทาพิมพ์
ไข่ขาว 1 ฟอง
น้ำตาล 67 กรัม
น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ
นอนแดรี่วิปปิ้งครีม 300 กรัม
สตรอว์เบอร์รี่ 200 กรัม
ไอซิ่ง 1/2 ช้อนโต๊ะ
กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา
ดาร์คช็อคโกแลต 40 กรัม


วิธีทำ



1. ทาน้ำมันพืชบนพิมพ์ให้ทั่วพิมพ์ทุกซอกทุกมุม
จากนั้นเอาคลิงฟิล์มมาห่อให้รอบพิมพ์ด้านในแบบรูปด้านบน
เพื่อให้สะดวกต่อการนำเซมิเฟร็ดโด้ออกจากพิมพ์เมื่อทำเสร็จแล้ว


2. เราไปเตรียมรสสตรอว์เบอร์รี่ซึ่งจะเป็นรสแรกที่เราจะทำกันก่อนโดยการ
นำสตรอว์เบอร์รี่ที่ล้างสะอาดไปปั่นกับน้ำตาลไอซิ่งให้ละเอียดเป็นเหมือนสมูธตี้
จากนั้นใช้กระชอนกรองเอาเมล็ดเล็กๆออก พักไว้


3. ทีนี้เราดูวิธีต่อไปที่ใช้ความเร็วกันนะคะ
จะบอกว่าทำไปครั้งแรกเสียค่ะ เพราะว่าเมอแรงก์เหลวเป็นน้ำ
ถ้าทำได้จะมีลักษณะเหมือนโฟมโกนหนวดแต่เป็นเงาๆนะคะ
เหมือนในรูปด้านบนช่องสุดท้าย เป็นการทำอิตาเลียนเมอแรงก์
ให้เอาน้ำตาลกับน้ำใส่หม้อ ตั้งไฟอ่อนก่อน คนให้น้ำตาลละลาย
พอน้ำตาลละลาย ให้เพิ่มไฟแรง ไม่ต้องคนน้ำตาลนะคะ
จับเวลา 2 นาที แล้วให้เราไปที่ชามไข่ขาว ตีให้ไข่ขาวตั้งยอดแข็ง
ต้องอาศัยความว่องไวค่ะช่วงนี้
เราต้องมาตีใกล้ๆเตาเลยเพราะว่าเราไม่มี stand mixer ที่ตีทิ้งไว้ได้
พอครบ 2 นาทีจะได้น้ำเชื่อมเดือดปุดๆและไข่ขาวตั้งยอดแล้ว
ตีไข่ขาวต่อไปเรื่อยๆห้ามหยุดนะคะ หันไปหยิบหม้อน้ำเชื่อมมาเทเป็นสายลงไป
ในชามไข่ขาวแล้วตีอีก 2 นาทีให้หายร้อน ทิ้งไว้

4. หยิบชามที่แช่ในฟรีซออกมา ใส่วิปปิ้งครีมลงไปในชาม
ตีให้ตั้งยอดแข็ง นอนแดรี่ก็ดีอย่างคือตีขึ้นได้เร็วกว่าแบบแดรี่
และยังเก็บไว้ได้นานอีก พักไว้


5. จากวิธีข้อ 3 เราจะได้อิตาเลียนเมอแรงก์และวิปครีมจากข้อ 4
ให้เราเอาทั้ง 2 อย่างนี้มาผสมให้เข้ากัน
แล้วตักแบ่ง 3 ชามอย่างเท่าๆกัน 
โดยส่วนแรกเราจะทำเป็นรสสตรอว์เบอร์รี่ อีก 2 ชามที่เหลือแช่พักในตู้เย็นก่อน
เอาน้ำสตรอว์เบอร์รี่ที่เตรียมไว้มาคนให้เข้ากันในชามแรก
เทใส่พิมพ์ แล้วตัดกระดาษไขมาแปะลงบนเนื้อครีม นำไปแช่เย็นให้เซ็ทตัว
จริงๆแล้วเซมิเฟร็ดโด้ต้นตำรับเขาแช่แค่ช่องธรรมดา แต่อากาศบ้านเราต้องแช่ฟรีซค่ะ
แช่ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง ให้เว็ทตัวเพื่อที่เราจะสามารถเทชั้นต่อไปได้


6. พอครึ่งชั่วโมงแล้วเรามาเตรียมส่วนที่ 2 ต่อ นั่นก็คือรสวนิลา
ให้เอาชามที่ 2ออกมา เทวนิลาลงไปคนให้เข้ากัน
และเอาพิมพ์ออกจากฟรีซ (ในกรณีที่ครีมชั้นแรกยังไม่เซ็ทตัวให้แช่ต่อไปเรื่อยๆ)
แล้วเอากระดาษไขที่แปะครีมชั้นแรกออก
เกลี่ยครีมรสวนิลาใส่พิมพ์แล้วปูด้วยกระดาษไขแผ่นใหม่ทับ
เอาไปแช่ฟรีซต่ออีกครึ่งชั่วโมงหรือจนกว่าจะเซ็ทตัว


7. พอใกล้ครบครึ่งชั่วโมง เรามาเตรียมละลายช็อคโกแลต
เพื่อทำรสช็อคโกแลตในชั้นสุดท้ายกันค่ะ
โดยสับดาร์คช็อคโกแลตเป็นแผ่นๆแล้วเอาไป double boil หรือตุ๋นหม้อซ้อนหม้อ
ต้มน้ำในเดือดแล้วเอาชามสเตนเลสที่ใสช็อคโกแลตซ้อน คนจนกว่าจะละลาย
จากนั้นเอามาพักให้เย็น แต่อย่าให้ช็อคโกแลตแข็งตัวนะคะ
เพราะเราจะต้องเอาไปผสมกันครีมชามสุดท้าย
เมื่อช็อคโกแลตหายร้อน เราก็เอาไปคนให้เข้ากับครีมแล้วเทใส่พิมพ์
ก่อนเทเอากระดาษไขออกก่อนและเช็คว่าเนื้อครีมชั้นสองเซ็ทตัวแล้วหรือยัง
การเซ็ทตัวของครีมไม่ได้หมายความว่าครีมจะต้องแข็งโป๊กเหมือนไอศครีมจริง
เพราะว่าเซมิเฟร็ดโด้ไม่ใช่ไอศครีม แค่ดูว่าเวลาเทชั้นต่อไปมันไม่ผสมกันก็พอค่ะ


8. ขั้นตอนสุดท้าย เราต้องแช่ทิ้งไว้อย่างต่ำ 4 ชั่วโมงหรือข้ามคืนเลย
ค่อยเอาออกจากพิมพ์ ทานเล่นๆเพลินๆก็หมดค่ะ อาหาศร้อนอย่างนี้
ตามสูตรบอกว่าเซมิเฟร็ดโด้ควรเสิร์ฟที่อุณหภูมิ -6 ถึง -10 องศา
เนื้อจะเป็นครีมมูส ฉะนั้นไม่ต้องตกใจว่าเซมิเฟร็ดโด้ฉันทำไมไม่แข็งซะที
เขากินกันอย่างนี้แหละ
เซมิเฟร็ดโด้เมืองเนเปิลส์เป็นความลงตัวของรสชาติเมนูหนึ่งเลยทีเดียว
เพราะมีทั้งความเปรี้ยวจี๊ดของสตรอว์เบอร์รี่้
ความหอมละมุนของวนิลา และความขมของดาร์คช็อคโกแลต
อยากให้เพื่อนๆลองทำดูกันนะคะ รับรองจะติดใจ


สูตรจาก BBC GoodFood

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Nanaimo Bar: นาไนโม่บาร์ ขนมหวานสัญชาติแคเนเดียน

มีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายคนถามเข้ามาถึงขนมที่ไม่ต้องใช้เตาอบ
วันนี้ก็ขอเอาเมนูนี้ฝากแล้วกันนะคะ
พอดีเกิดอยากกินอะไรที่แบบมีรสมินท์และช็อคโกแลต
จริงๆอยากทำไอศครีมรสช็อคโกแลตมินท์นะแต่ว่าอุปกรณ์ยังไม่ค่อยพร้อม
เก็บทดไว้หนึ่งเมนูก่อน วันไหนพร้อมแล้วจะเอามาฝาก
ส่วนวันนี้ขอเสนอขนมหวานอิมพอร์ต(สูตร)มาจากแคนาดา
น่าจะทำเดือนที่แล้วเนอะ 1st July วันชาติแคนาดาพอดี


ขนมวันนี้มีชื่อว่า Nanaimo Bar
ชื่อแปลกๆเนอะ งั้นขอเล่าเกร็ดเล็กน้อยย่อๆก่อนแล้วกัน
ต้นกำเนิดยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มันมาป๊อปตอนที่
แม่บ้านคนนึงชื่อ Mabel Jenkins อาศัยอยู่แถวอ่าว Cowichan ในแคนาดา
ชีตีพิมพ์ในคู่มือทำอาหารของสถาบัน Ladysmith and Cowichan Women
จากนั้นขนมนี้ก็กลายเป็นขนมยอดนิยม
ในบรรดาร้านเบเกอรี่ ร้านกาแฟที่อยู่บนถนนสายการค้าชื่อ Nanaimo ก็พากันทำขาย
โดยเฉพาะพวกนักท่องเที่ยวที่มาจากสหรัฐฯก็ต่างติดใจรสชาติของมัน
ก็เลยได้ชื่อว่า Nanaimo Bar มาจากชื่อถนนนั่นเอง
 ข้อมูลจาก Wikipedia นะคะ

เรามาดูส่วนประกอบพื้นฐานของ Nanaimo Bar ดีกว่า


ตามภาพด้านบนนี้ เราจะแบ่งขนมเป็น 3 ชั้นนะคะ
คือ ส่วนฐาน, ส่วนไส้ และส่วนบนค่ะ

เราเริ่มจากฐานก่อน ฐานจะมีรสชาติออกเค็มๆกรอบ ทำจากมะพร้าวอบกรอบ, ถั่วและแครกเกอร์
ส่วนที่2 คือไส้ ตามสูตรตั้งเดิมจะเป็นรสวนิลาคัสตาร์ดนะคะ สีเหลืองอ่อน แต่เราเอามาปรับ
ส่วนที่3 คือ ช็อคโกแลตกานาชที่ตกแต่งหน้า ทำจากช็อคโกแลตกับเนยค่ะ
ส่วนดีของขนมนี้คือ ไม่มีเตาอบก็ทำได้ค่ะ แถมรสชาติก็อร่อยด้วยแต่ตัวไส้อาจจะหวานไปหน่อย
ยังไงก็ปรับได้ค่ะ

สูตรนี้เป็น Nanaimo Bar ที่เราเอามาปรับสูตร
เพราะส่วนผสมบางอย่างก็หาไม่ได้และเปลี่ยนไส้ตรงกลางให้เป็นรสมินท์
เรามาเตรียมส่วนผสมดังนี้เลยนะคะ
ใช้ถาด 9x9" นะคะ ไม่ต้องปูกระดาษหรือทาอะไรเลย

ส่วนฐาน (Base)
1.  เนยจืดอุณหภูมิห้อง 110 กรัม
2. ผงโกโก้ 30 กรัม 
3. ไอซิ่ง 50 กรัม
4. ไข่ไก่เบอร์หนึ่ง 1 ฟอง
5. วนิลา 1 ช้อนชา
6. แครกเกอร์ 200 กรัม
7. เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 100 กรัม
(ตามสูตรจริงตรงเม็ดมะม่วงฯ เขาจะใส่มะพร้าวกรอบกับวอลนัทนะคะ ใครมีก็ใช้แทนได้)

ส่วนไส้ (Filling)
1. เนยจืดอุณหภูมิห้องหั่นเป็นลูกเต๋า 60 กรัม
2. นมสดรสจืด 3 ช้อนโต๊ะ
3. แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ 
(สูตรจริงเขาใช้ผงวนิลาคัสตาร์ดหรือพุดดิ้งนะ แต่เราไม่มี)
4. กลิ่นเปปเปอร์มินท์ 1/2 ช้อนชา
5. ไอซิ่ง 230 กรัม
6. สีเขียว 2 หยด

ส่วนหน้า (Ganache)
1.ช็อคโกแลตเซมิสวีทสับเป็นก้อนเล็กๆ 115 กรัม
2. เนยหั่นเป็นก้อนเล็กๆ 25 กรัม

วิธีทำฐาน
1. เตรียมถาดขนาด 9x9นิ้วนะคะ เช็ดให้แห้งสะอาด
ไม่ต้องทาไขหรือปูกระดาษอะไรเลย อุปกรณ์หลักๆมีแค่ถาดกับตู้เย็นเอง

2. บดแครกเกอร์ให้ละเอียดแบบนี้เลย


3. สับเม็ดมะม่วงหยาบๆ


4. เอาเนยจืดใส่หม้อ ตั้งไฟอ่อนๆ ให้เนยสลายร่างกลายเป็นของเหลว


5.พอเนยละลายแล้ว ใส่ผงโกโก้กับไอซิ่งลงไปคนให้เข้ากัน
เสร็จแล้วยกลงจากเตา


6. ทิ้งไว้ซักพักให้หายร้อนนิดนึง ค่อยใส่วนิลาลงไป


7. จากนั้นเอาโกโก้บัตเตอร์ที่ได้นี้ลงไปคลุกกับแครกเกอร์และเม็ดมะม่วงฯให้เข้ากัน


8. มันจะเหมือนทรายเปียกๆ เช่นนี้ แต่ไม่แฉะนะคะ


9. จากนั้นเทใส่ถาด กดด้วยกำปั้นให้ทั่วถาดและเรียบสม่ำเสมอ
เสร็จแล้วเอาเข้าตู้เย็น 1 ชั่วโมง ให้ฐานเซ็ทตัวแข็งๆ
เราเอาเข้าฟรีซเลย เพราะตู้เย็นด้านล่างเย็นไม่ถึงใจ


รอ 55 นาที ต่อไปมาดู
วิธีทำไส้

1. เอาเนยจืดอุณหภูมิห้องที่อ่อนตัวแล้วตีด้วยความเร็วปานกลาง
ให้ขึ้นฟูเป็นครีม ตีประมาณ 2 นาที


2. จากนั้นใส่ส่วนผสมทั้งหมดที่เหลือลงไป ตีด้วยความเร็วปานกลางให้เข้ากัน
ไอซิ่งมันจะไม่ค่อยละลายเท่าไหร่ ไม่เป็นไรนะคะ
เพราะสูตรเขาเป็นอย่างนี้ แต่ตัวไส้นี่หวานแสบไส้มากค่ะ
เพราะรสหวานจะตัดกับตัวฐานที่เค็มค่ะ


3. หน้าตาไส้ที่ผสมเสร็จแล้ว
แอบเหมือนยาสีฟันอะ 55 ยิ่งเป็นกลิ่นเปปเปอร์มินท์ด้วย
แต่ถ้าเอาไปแปรงฟันก็แมงกินฟันตายเลย หวานขนาดนี้


4. จากนั้นเอาถาดออกจากตู้เย็น
ส่วนฐานแข็งตัวแล้ว เอาไส้โปะหน้า เกลี่ยนให้ทั่วและเรียบนะคะ


5.เอาเข้าตู้เย็นอีก 30 นาทีให้ไส้เซ็ทตัว


ต่อไป รอจนผ่านไป 20 นาที เรามาทำกานาชหรือส่วนหน้ากันนะคะ
ส่วนหน้า

1. เอาหม้อใบเล็ก 1 ใบใส่น้ำประมาณ 1/4 ของหม้อ ให้น้ำเดือด
จากนั้นเอาชามแก้วทนไฟหรือสเตนเลสวางข้างบนหม้อ
เป็นการ double boil ให้ช็อคโกแลตละลาย
ใส่ช็อคโกแลตสับกับเนย คนให้เข้ากันและละลายเหลว
ของเรามันก็ละลายแต่ไม่ได้เหลวเป็นน้ำ หน้าเลยไม่ค่อยเรียบพอเท
แต่เข้มข้นดีนะ


ได้ออกมาเหลวพอเทได้


2. เทใส่ถาดแล้วเกลี่ยให้เรียบนะคะ แช่ตู้เย็นอีก 30 นาทีให้ช็อคโกแลตแข็งตัว
พอครบเวลา ให้เอาถาดออกมาจากตู้เย็น ทิ้งไว้ซักพัก
เพราะว่าถ้าเอาออกมาแล้วตัดแบ่งเลยจะทำให้ช็อคโกแลตกานาชหักไม่สวย
ส่วนวิธีตัดก็ใช้มีดคมๆตัดเป็นขนาดสี่เหลี่ยมจตุรัสนะคะ



วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Milk Jelly with fruit salad: เต้าฮวยนมสดฟรุตสลัด

วันอาทิตย์ร้อนๆอย่างนี้ ไม่มีทีท่าว่าฝนจะตก
เรามาหาอะไรดับร้อนรับประทานให้ชื่นใจดีกว่า
อย่างเช่น เต้าฮวยนมสดฟรุตสลัดเป็นต้น
เป็นคนชอบของหวานที่ใส่นมสด
ไม่ว่าจะเป็น สาคูแคนตาลูปนมสด แปะก๊วยนมสด และอื่นๆ
แต่ไปซื้อข้างนอกก็ราคากับปริมาณที่ไม่สัมพัทธ์กันอย่างแรง
คือถ้วยเล็กๆ 20 บาท แพงไปป๊ะ
แพงไม่เท่าไหร่ รสชาติก็ไม่กลมกล่อมเล๊ยยยย เหมือนหนักใส่นมข้นไปซะเยอะ
So ทำกินเองดีกว่า ได้เยอะแถมง่ายด้วย

เต้าฮวยนมสดฟรุตสลัด


ส่วนผสม ทำครึ่งสูตรของคุณจุ๋ม แม่สลิ่มค่ะ
ได้ประมาณ 7 ถ้วยเล็ก ตามในรูปข้างบน

ส่วนผสม
เต้าฮวย
นมสดรสจืดตราเมจิ 1 ถ้วย
นมข้นจืด 1 ถ้วย
นมข้นหวาน 1/2 ถ้วย
น้ำเปล่า 1 ถ้วย
ผงวุ้น 1 ช้อนชา
เจลาตินผง 1 ช้อนชา
(ผงวุ้นคือที่อยู่ในซอง ส่วนเจลาตินคือขวดฝาเขียว ตามรูปบนค่ะ)

นมสดราดเต้าฮวย
นมสดรสจืด 1/2 ถ้วย
นมข้นจืด 1/2 ถ้วย
นมข้นหวาน 1/4 ถ้วย

ฟรุตสลัดคอกเทลกระป๋อง
เอาไว้ราดหน้าบนสุด

วิธีทำ

ต้องออกตัวว่าใส่ส่วนผสมสลับกันแต่ว่าผลที่ออกมาได้คือเหมือนกันนะคะ
จริงๆต้องใส่เจลาตินก่อนแล้วค่อยใส่ผงวุ้น แต่เราสลับกัน 55
แต่สูตรที่เขียนนี้อิงตามสูตรจริงๆแล้วกันนะคะ

1. เอาน้ำใส่ในหม้อขนาดกลางนะคะ
จากนั้นเอาเจลาตินผงใส่ในมือแล้วโรยบนผิวน้ำให้ทั่ว
อย่าไปโรยกระจุกกัน โรยเสร็จทิ้งไว้ซัก 5 นาที ให้เจลาตินอิ่มน้ำ


2. จากนั้นนำนมสดและนมข้นจืดมาใส่เพิ่ม คนให้เข้ากันดี โปรยผงวุ้นให้ทั่ว

3. จากนั้นตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อน คนไปเรื่อยๆ พอมีฟองเดือดเล็กน้อย
ให้ใส่นมข้นหวาน คนให้เข้ากัน และเพิ่มไฟเป็นไฟกลาง คนเป็นระยะ
ใช้ช้อนตักดูว่าผงวุ้นละลายดีแล้วหรือไม่ ถ้ายังก็ต้องรอก่อน
ระหว่างนี้ต้องคนไปด้วยมิฉะนั้นตรงก้นจะไหม้นะคะ
พอเดือดฟองฟ่อดๆ ยกลงจากเตา



4. หาภาชนะมาใส่ ก่อนตวงใส่หาผ้าขาวบางหรือกระชอนตาถี่เพื่อเอาฟองออกให้หมด
และเผื่อกรองเอาเศษที่อยู่ในเต้าฮวยออกด้วย
จากนั้นทิ้งไว้ข้างนอกให้หายร้อน ค่อยเอาแช่ตู้เย็น ประมาณ 2 ชั่วโมง

7. ระหว่างรอ ทำน้ำราดด้วยการนำนมสด นมข้นจืดและนมข้นหวานใส่หม้อตั้งไฟอ่อน
เคี่ยวให้เดือดเล็กน้อย จากนั้นนำไปแช่เย็น

6. เต้าฮวยจะเซ็ทตัว เด๋งดึ๋งอย่างนี้


7. จากนั้นเอาส่วนผสมนมสดมาราด


8. ตามด้วยฟรุตสลัด เอาน้ำออกก่อนนะคะ เอาแต่เนื้อผลไม้


กินแบบเย็นๆสดชื่นจริงๆ
:)

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาฝากค่ะ
เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่า
ทำไมใช้ทั้งผงวุ้นกับเจลาตินผง
ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้หรอ?

คือ จริงๆแล้วผงวุ้นกับเจลาตินผงนี่ต่างกันนะคะ
ผงวุ้น ส่วนใหญ่เราจะเอามาทำวุ้นกรอบ วุ้นต่างๆ ที่ผิวสัมผัสมีลักษณะแข็ง
ส่วนเจลาตินผง ส่วนใหญ่เราเอามาทำพวกมูส ชีสเค้ก ปันนาค็อตต้า etc.
ซึ่ง ผิวสัมผัสจะเด้งๆ ยืดหยุ่นได้
แต่ทั้ง 2 ก็มีหน้าที่คือทำให้ของแข็งกลายเป็นของแข็งได้เหมือนกัน
แต่ถ้าเราใช้ผงวุ้นแล้วมันจะไม่กลับเป็นของเหลวได้อีก ไม่เหมือนเจลาตินผงนะคะ
ที่เอาออกมาเจอความร้อนแล้วละลายได้อีก
ส่วนส่วนผสมของทั้ง 2 ผงวุ้นทำจากสาหร่าย (ในเกม Restaurant city ก็มีควิซนี้ 55)
ส่วนเจลาตินผงทำมาจากไขมันสัตว์ (พวกกีบหรืออุ้งเท้าของหมูหรือวัว)

ถ้ามีเวลาจะมาอธิบายต่อเรื่องนี้นะคะ
สำหรับวันนี้ลาเท่านี้ก่อนค่ะ
เตรียมตัวกลับสู่โลกแห่งความจริงในวันพรุ่งนี้ ฮืออออออ :'(





วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Daifuku: ไดฟูกุ

ไฮ้!!! วันนี้ลองมาเปลี่ยนสัญชาติขนมกันบ้างดีกว่า
ดูเป็นขนมที่น่าจะทำสนุก ลูกกลมๆชิ้นพอดีคำ
ปกติก็จะซื้อขนมไดฟูกุไส้สตรอว์เบอร์รี่ของ Vanilla Garden ลูกละ 45 บาท ถือว่าแพงอยู่
ลองมาทำเองน่าจะถูกกว่าและได้ปริมาณเยอะกว่า
และที่สำคัญ หวานน้อยกว่าแน่นอน ส่วนใหญ่บางอันแป้งอร้อยอร่อยแต่ไส้หวานเกิ๊นนน
จากประสบการณ์ที่ได้ลองทำมา 2 ครั้ง คือ เมื่อวานกับวันนี้
คือเมื่อวานถอดใจกับการปั้นเพราะว่าซื้อสตรอว์เบอร์รี่ลูกใหญ่มาทำให้ไส้ใหญ่กว่าแป้ง
มันก็ห่อลำบาก ห่อได้ 2-3 ลูกก็เพลียค่ะ เก็บไส้ไว้มาทำต่อวันนี้
ก็ไปศึกษาจากวีดีโอการทำมา ทำให้วันนี้เริ่มจับจุดได้
สูตรที่เอามาเป็นสูตรต้นตำรับของญี่ปุ่นเลยใช้แป้งโมจิโกะหรือแป้งข้าวเหนียวนั่นเอง
และขั้นตอนการทำก็ทำด้วยมือหมด ถ้าล้างมือไม่ดีก็เค็มแน่ๆ 555

คำแนะนำ: แช่ถั่วแดงก่อน 1 คืนแล้วค่อยทำ

ขนมไดฟูกุถั่วแดงสตรอว์เบอร์รี่ (Ichigo-Anko Daifuku)

1. ไส้ถั่วแดงกวน
ส่วนผสม
ถั่วแดงเม็ดเล็กแช่น้ำ 1 คืน        200 กรัม
น้ำตาลทรายแดง 170 กรัม
น้ำต้มถั่วแดง 900 กรัม

2.แป้งขนม
(ถ้าใส่สตอลูกใหญ่จะได้4 ลูก/ ไม่ใส่สตอหรือใส่สตอลูกเล็กได้ 6 ลูก)
ส่วนผสม
แป้งข้าวเหนียว 120 กรัม
น้ำตาล 70 กรัม
น้ำเปล่าสะอาด 200 ซีซี

3. สตรอว์เบอร์รี่

4. แป้งมันคั่ว 1/2 ถ้วย
(เอาแป้งมันไปคั่วในกระทะไฟอ่อนๆ 5 นาที)

วิธีทำไส้ถั่วแดงกวน
1. เอาถั่วแดงที่แช่น้ำนิ่มแล้วมาใส่หม้อที่มีน้ำ 300 กรัม ไฟแรงปิดฝา ต้มนาน 5 นาที
จากนั้น เบาไฟ ใช้ตะแกรงรินน้ำออก แยกถั่วแดง
นำถั่วแดงใส่ในหม้ออีกครั้ง ใส่น้ำใหม่ 300 กรัม ไฟแรงปิดฝา ต้มนาน 5 นาที
จากนั้น เบาไฟ ใช้ตะแกรงรินน้ำออก แยกถั่วแดง
นำถั่วแดงในหม้ออีกครั้ง ใส่น้ำใหม่ 300 กรัม ไฟอ่อนปิดฝา ต้มนาน 30 นาที


2. ผ่านไป 30 นาที รินน้ำที่ต้มถั่วแดงอีกเหมือนเคย หาหม้อเทฟล่อนหรือกระทะทองเหลือง
ทองแดงไม่ต้องนะคะ ตั้งไฟกลางๆ ใส่น้ำตาลทรายแดงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน



3. ถั่วก็จะเละๆแบบนี้ ปิดเตา ทิ้งไว้ให้เย็น มันจะแห้งกว่าเดิม


4. พอแห้งก็เอาปั้นเป็นลูกกลมขนาดพอดีคำ ใส่ถ้วย คลุมพลาสติก
แช่ตู้เย็นประมาณ 10 นาที


5. ล้างสตรอว์เบอร์รี่ให้สะอาด ตัดขั้วทิ้ง
ในรูปเยอะไปนะ ใช้ไม่หมด


6. แผ่ถั่วแดงที่แช่เย็นแล้ว ให้แบนและเป็นวงกลม
เอาสตรอว์เบอร์รี่วางตรงกลางแล้วหุ้มด้วยถั่วแดงให้เป็นทรงกลม
แช่ตู้เย็นไว้ก่อน



วิธีทำแป้งขนม
1. เอาแป้งข้าวเหนียวร่อน 2 ครั้ง น้ำตาลทรายและน้ำมาผสมกัน
ใช้พายยางคนให้เข้ากัน


2. คนให้เข้ากันจนเนียน


3. เอาไปนึ่งในซึ้งไฟแรง 15 นาที หรือเข้าไมโครเวฟง่ายๆไฟแรงประมาณ 4 นาที


4. แป้งก็จะสุกแบบนี้


5. ใช้ไม้พายคนแป้งอีกรอบ ใช้แรงเยอะมากเพราะแป้งเหนียวหนึบจริง
แป้งจะร้อนมาก แต่เราว่าควรจะทำตอนที่แป้งไม่เย็นเพราะจะทำให้คลึงได้ดี


6. วางแป้งทั้งก้อนบนถาดที่โรยด้วยแป้งมันคั่ว
ไม่ต้องนวด แค่จับยืดให้มันยาวๆ บิเป็น 6 ส่วนหรือ 4 ส่วน
ตามขนาดไส้
ดูให้พอดีกันนะคะ เพราะอย่างที่บอกครั้งแรกใช้แป้งเล็กกว่าไส้ มันคลุมไม่หมด


7. แผ่แป้งให้เป็นวงกลม


8. เอาไส้มาวางตรงกลางแล้วค่อยๆหุ้ม ปิดไส้ให้หมด
และคลึงให้กลม
ตอนทำเลอะเทอะมาก เลยไม่ค่อยได้ถ่ายละเอียดเท่าไหร่ค่ะ
แต่หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ เอาไปลองทำได้นะคะ